สาระน่ารู้
ปลาดุกยักษ์กับแผ่นดินไหว : ความเชื่อหรือความจริง


สาระน่ารู้ และเรื่องดีๆ
>เสียงขุ่นนาสิก : か° き° く° け° こ° สุโก้ย หรือ สุโง่ย
>การบ้านกอด
>ซื้อ? ไม่ซื้อ?
>สัญญา 18 ข้อ ในการใช้ iPhone ระหว่างแม่กับลูกชาย
>25 เรื่องที่เสียใจในยามเสียชีวิต
>การใช้คำว่า ~ている และ ~てある
>ไม่เปิดพจนานุกรม ก็อ่านคันจิได้นะครับ
>มารยาทในการใช้บันไดเลื่อนของชาวญี่ปุ่นที่กำลังเปลี่ยนไป
>วิธีออกเสียง za, ji, zu, ze, zo
>ทำไมคำช่วย は จึงออกเสียงว่า wa
>เด็กหญิงซาดาโกะ กับนกกระเรียนพันตัว
>25 ข้อของหญิงขี้เหร่
>ทำไมคันจิของญี่ปุ่นจึงมีเสียง onyomi หลายเสียง
>55 เรื่องที่ชาวญี่ปุ่นอยากทำก่อนที่พ่อแม่จะเสียชีวิต
>サーカスの象 : ช้างละครสัตว์
>Yubi ori : การนับนิ้วของคนญี่ปุ่น
>วันที่ 6 เดือน 6 อายุ 6 ขวบ : วันแห่งการเรียนศิลปะวิชาการ
>Amida kuji การจับฉลากในสไตล์ของชาวญี่ปุ่น
>เหตุผล 7 ข้อ ที่ชาวต่างชาติคิดว่าภาษาญี่ปุ่นยาก
>เหตุผล 5 ข้อ ที่ชาวต่างชาติคิดว่าภาษาญี่ปุ่นง่าย
>การจับปลาด้วยนกกาน้ำ (鵜飼い : ukai)
>การกล่าวขอโทษด้วยคำว่า sumimasen และ gomennasai
>ธงปลาคาร์ฟ (Koi Nobori) และประเพณีในวันของเด็กผู้ชาย
>กฎหมายเมาแล้วขับ : แค่นั่งไปด้วยก็ติดคุก 3 ปี
>O hanami : เทศกาลชมดอกซากุระ
>มารยาทในการรับประทานอาหารญี่ปุ่น
>ปลาดุกยักษ์กับแผ่นดินไหว : ความเชื่อหรือความจริง
>"ตำนานลับ" ของเป็ดแมนดาริน
>Dango san kyoudai เพลงเด็กอนุบาลที่ขายดีกว่า AKB48 ถึง 2 เท่า
>การให้ช็อกโกแลตในวันวาเลนไทน์ของญี่ปุ่น
>วิธีออกเสียงในภาษาญี่ปุ่นให้ถูกต้อง [กระทู้แนะนำ]
>การทำงานร่วมกับคนญี่ปุ่นอย่างมีประสิทธิภาพ
>กว่าจะมาเป็นเนื้อวัวที่แพงที่สุดในโลก
>"แมลง" กับความเชื่อของคนญี่ปุ่น
>ชาวญี่ปุ่นเขาทำอะไรในวันขึ้นปีใหม่




ปลาดุกยักษ์กับแผ่นดินไหว : ความเชื่อหรือความจริง
โดย Webmaster : อ่าน 24964 ครั้ง

หมู่เกาะญี่ปุ่นตั้งอยู่บนวงแหวนแห่งไฟ หรือ Ring of Fire ซึ่งเป็นแนวรอยเลื่อนของเปลือกโลกทางฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก จึงทำให้เกิดแผ่นดินไหวอยู่ตลอดทั้งปี

ที่ประเทศญี่ปุ่นนี้ มีความเชื่อสืบทอดกันมาแต่โบราณว่า อาการดิ้นพล่านของปลาดุก เป็นสัญญาณเตือนว่าจะเกิดแผ่นดินไหว

ชาวญี่ปุ่นแต่ครั้งโบราณมีความเชื่อว่าในใต้พิภพนี้มีปลาดุกยักษ์อาศัยอยู่ เมื่อปลาดุกดิ้นครั้งใด ก็จะทำให้เกิดแผ่นดินไหว

ความเชื่อนี้หาได้เป็นสิ่งที่เลื่อนลอยไม่

ในปี คศ.2011 หลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงทางชายฝั่งทะเลตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น คณะกรรมาธิการวุฒิสภาตรวจสอบการบริหารราชการ ได้เชิญศาสดาจารย์ท่านหนึ่งจากมหาวิทยาลัยโกเบ เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างปลาดุกกับแผ่นดินไหว

ศาสดาจารย์ท่านนั้นได้ให้ข้อมูลว่า ปลาดุกเป็นสัตว์ที่มีความไวต่อกระแสไฟฟ้าและความสั่นสะเทือน จึงมีความเป็นไปได้ที่จะรับรู้ถึงการเกิดแผ่นดินไหวก่อนที่มนุษย์จะรู้สึก แต่ปัจจุบันยังไม่สามารถพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่า อาการดิ้นพล่านของปลาดุก กับปฏิกริยาที่ไวต่อกระแสไฟฟ้าและการสั่นสะเทือนนี้ จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำนายการเกิดแผ่นดินไหวได้ล่วงหน้าหรือไม่อย่างไร

สัตว์หลายชนิดมีสัญชาติญาณและประสาทสัมผัสที่ไวต่อการรับรู้ถึงความผิดปกติของภัยธรรมชาติ เช่น การที่มดขนไข่หนีก่อนที่จะเกิดฝนตกน้ำท่วม เป็นต้น

ภัยแผ่นดินไหวเองก็เช่นกัน เรามักได้จะยินข่าวเกี่ยวกับพฤติกรรมประหลาดๆของสัตว์ ในยามก่อนที่จะเกิดแผ่นดินไหวอยู่บ่อยครั้ง แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า สิ่งเหล่านี้ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์

ที่จังหวัด Ibaragi ทางตอนเหนือของกรุงโตเกียว มีศาลเจ้าแห่งหนึ่ง สร้างขึ้นในสมัย 660 ปีก่อนคริสตกาล ศาลเจ้าแห่งนี้ชื่อว่า Kashima (鹿島神宮 : Kashima jinguu) เป็นสถานที่บูชาเทพเจ้า Kashima เพื่อขอให้พิทักษ์ภัยจากแผ่นดินไหว โดยการใช้หินขนาดใหญ่เรียกว่า Kaname ishi (要石) กดทับปลาดุกยักษ์นั้นไว้

ที่ศาลเจ้าแห่งนี้ จะมีแท่งหินฝังลึกลงไปในดิน โดยเทพเจ้าจะใช้หินนี้กดทับหัวและหางของปลาดุกยักษ์ใต้พิภพเอาไว้ ไม่ให้เคลื่อนไหว

แต่ยามใดที่เทพเจ้าชะล่าใจ หรือต้องไปเข้าเฝ้าเทพเจ้าองค์อื่น หินที่กดทับไว้ก็จะหลวม ทำให้ปลาดุกยักษ์ขยับตัว และเกิดแผ่นดินไหวขึ้น

หินส่วนที่โผล่ขึ้นมาบนพื้นดินมีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่ส่วนที่ฝังอยู่ใต้ดินนั้น เล่ากันว่ามีขนาดใหญ่โตมาก ไม่มีทางที่จะขุดออกมาได้โดยเด็ดขาด ถึงขนาดที่ Tokugawa Mitsukuni เจ้าเมืองมิโตะ ได้สั่งให้คนขุดหินนั้นขึ้นมา โดยใช้เวลาถึง 7 วัน 7 คืน ก็ยังไม่สามารถขุดถึงโคนหินได้

ความเชื่อเรื่องปลาดุกยักษ์กับแผ่นดินไหว จะเริ่มขึ้นเมื่อใดไม่มีหลักฐานบันทึกไว้โดยแน่ชัด แต่เชื่อกันว่า น่าจะมีมาแต่โบราณแล้ว เพียงแต่เริ่มเชื่อถือมากขึ้นในช่วงต้นของสมัยเอโดะ (คศ. 1603-1867) เนื่องจากทุกครั้งที่เกิดแผ่นดินไหว เมืองขนาดใหญ่ เช่น เอโดะ (คือโตเกียวในปัจจุบัน) จะได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง จึงนำเรื่องนี้มาเล่าขานสืบต่อ จนกลายเป็นความเชื่อฝังใจในปลายสมัยเอโดะ และเป็นตำนานเล่าขานสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้

ในปี คศ.1855 เมื่อครั้งที่เกิดแผ่นดินไหว Ansei Edo ซึ่งมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 4,700 - 11,000 คน ได้มีการพิมพ์ภาพสีเป็นรูปปลาดุกยักษ์ โดยมีหินขนาดใหญ่ คือ Kaname ishi กดทับเพื่อสะกดแผ่นดินไหวไว้ ออกมาจำหน่ายจ่ายแจกเป็นจำนวนมาก จึงยิ่งทำให้ความเชื่อนี้แพร่สะพัดมากยิ่งขึ้น

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่ง คือ บันทึกประสบการณ์อันเซ (安政見聞誌 : Ansei kenbunshi) ซึ่งเขียนขึ้นในปีที่ 3 ของสมัยอันเซ (คศ.1856) คือหลังจากที่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว Ansei Edo ผ่านไป 1 ปี

ในบันทึกนี้ได้กล่าวไว้ว่า

"ชายผู้หนึ่งนามว่า Shinozaki เป็นคนที่ชอบจับปลา ทุกเย็นจะต้องไปจับปลาที่แม่น้ำอยู่เสมอ ตอนค่ำวันที่ 2 (ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุแผ่นดินไหว) ชายผู้นี้ได้ออกไปจับปลาไหลโดยเครื่องมือที่เตรียมไว้ แต่ปรากฏว่าคืนนี้ปลาดุกดิ้นพล่านเป็นการใหญ่ ทำให้ปลาไหลหนีไปหมด จับไม่ได้แม้แต่ตัวเดียว จึงตกปลาดุกขึ้นมาได้ 3 ตัว และรู้สึกประหลาดใจว่าคืนนี้เกิดอะไรขึ้น ทำไมปลาดุกจึงได้ดิ้นพล่านดั่งนี้ และนึกขึ้นได้ว่า เคยได้ยินว่าการที่ปลาดุกดิ้นพล่าน เป็นสัญญาณบอกเหตุแผ่นดินไหว ซึ่งถ้าเกิดแผ่นดินไหวอย่างหนัก คงจะลำบากเป็นแน่แท้ จึงรีบกลับบ้าน และขนเครื่องเรือนทรัพย์สมบัติต่างๆออกมาไว้ข้างนอกบ้าน ข้างฝ่ายภรรยาเห็นเช่นนั้น ก็หัวเราะเพราะเห็นเป็นเรื่องขบขัน แต่หลังจากนั้น ก็เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงจนบ้านพังราบหมด แต่ทรัพย์สินที่ขนมาไว้ข้างนอกปลอดภัย ฝ่ายเพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่ข้างๆ ก็เป็นคนที่ชอบจับปลา คืนนั้นก็ออกไปหาปลาที่แม่น้ำ และเห็นปลาดุกดิ้นพล่านเช่นกัน แต่ไม่ได้ใส่ใจ ยังคงหาปลาต่อไป จนกระทั่งเกิดแผ่นดินไหว จึงรีบกลับบ้านด้วยความตกใจ แต่พบว่าทั้งบ้านและโกดังพังพินาศลงหมดแล้ว สูญเสียทรัพย์สมบัติทุกอย่างไปหมด..."

ซึ่งถ้าบันทึกนี้ เป็นความจริง ปรากฏการณ์นี้ก็ถือเป็นการพยากรณ์การเกิดแผ่นดินไหวล่วงหน้าได้หลายชั่วโมงเลยทีเดียว

ในปี คศ.1923 หลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว Kantou ซึ่งเป็นครั้งที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์กว่า 100,000 คน มหาวิทยาลัย Touhoku ได้ทำการทดลองความสัมพันธ์ระหว่างแผ่นดินไหวกับปลาดุก และได้สรุปผลวิจัยว่า ก่อนเกิดแผ่นดินไหวประมาณไม่กี่ชั่วโมงล่วงหน้า จะเกิดสัญญาณผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่งของปลาดุกประมาณ 80%

ในปี คศ.1976-1992 สถานีทดลองทางทะเลของกรุงโตเกียว ก็ได้ทำการค้นคว้าวิจัยความสัมพันธ์ระหว่างแผ่นดินไหวกับปลาดุก รวมระยะเวลาทั้งสิ้นเป็นเวลา 16 ปี โดยติดตั้งระบบตรวจสอบอาการผิดปกติของปลาดุกตลอด 24 ชั่วโมง

ผลการศึกษาวิจัยพบว่า ระหว่างปี คศ.1978-1992 เกิดแผ่นดินไหวซึ่งวัดแรงสั่นสะเทือนที่กรุงโตเกียวได้สูงกว่าระดับ 3 รวมทั้งสิ้น 91 ครั้ง แต่มี 4 ครั้งที่ไม่ได้ทำการทดลอง

ผลการทดลอง 87 ครั้ง พบว่าในจำนวนนี้ ปลาดุกมีอาการแสดงความผิดปกติอย่างชัดเจนล่วงหน้าภายในเวลาไม่เกิน 10 วันก่อนการเกิดแผ่นดินไหว เป็นจำนวน 27 ครั้ง หรือเท่ากับ 31%

จากที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ปลาดุก เป็นสัตว์ที่มีความไวในการรับรู้กระแสไฟฟ้าเป็นอย่างยิ่ง โดยจะรับรู้กระแสไฟฟ้าได้ไวกว่ามนุษย์หรือปลาคาร์ปถึง 1 ล้านเท่า หากโยนถ่านไฟฟ้าลงไปในทะเลสาบ เพียง 1 ก้อน ปลาดุกที่อยู่ไกลออกไปหลายกิโลเมตร ก็สามารถรับรู้ถึงกระแสไฟฟ้าจากถ่านไฟฉายก้อนนั้นได้

การเกิดแผ่นดินไหวหรือการขยับเลื่อนของเปลือกโลก ย่อมต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ดังนั้น การที่ปลาดุกจะรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของกระแสไฟฟ้าใต้พื้นดิน และแสดงอาการดิ้นพล่านผิดปกติ จึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

แต่ทว่าการแสดงอาการผิดปกติของปลาดุก ไม่ได้จำกัดเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของกระแสไฟฟ้าใต้พื้นดินเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยอื่นๆอีกมาก จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่า เหตุการณ์ทั้ง 2 สิ่งนี้ จะมีความสัมพันธ์กันมากน้อยเพียงใด

แต่ขณะเดียวกัน ก็คงไม่สามารถปฏิเสธความเชื่อแต่ครั้งโบราณ เรื่องปลาดุกกับแผ่นดินไหว ของชาวญี่ปุ่นได้เช่นเดียวกัน

ในวันครบรอบ 1 ปีของเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายกว่า 19,000 คนนี้ ขอแสดงความไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิตและสูญหาย ตลอดจนครอบครัวของผู้ประสบภัย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การค้นคว้าวิจัยการเตือนภัยจากการเกิดแผ่นดินไหว จะมีความรุดหน้าในระยะเวลาอันใกล้นี้ เพื่อปกป้องคุ้มครองชีวิตของมนุษย์ทุกชาติทุกเผ่าพันธุ์ จากภัยธรรมชาติแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์ซึนามิได้ตลอดไป

ท้ายที่สุดนี้ ขอนำข้อมูลสถิติแผ่นดินไหวครั้งสำคัญในประเทศญี่ปุ่นในรอบ 200 ปี ซึ่งมียอดผู้เสียชีวิตเกินกว่า 1,000 คน จำนวนทั้งหมด 16 ครั้ง รวมยอดผู้เสียชีวิตกว่า 200,000 คน เพื่อเตือนใจว่าภัยพิบัติจากธรรมชาติ ดั่งเช่นแผ่นดินไหว เป็นภัยที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยมิอาจหลีกเลี่ยงหรือป้องกันได้

ประเทศไทย แม้จะมีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวน้อยกว่าญี่ปุ่นมาก แต่ก็มีโอกาสเกิดอุทกภัยดังเช่นในปีที่ผ่านมาได้อีก พวกเราคนไทยจึงควรร่วมมือกันสร้างสังคมที่เอื้ออาทร ไม่เอารัดเอาเปรียบ ดั่งเช่นที่ได้เห็นตัวอย่างจากสังคมญี่ปุ่นในยามวิกฤติเช่นในครั้งที่ผ่านมา

Webmaster
11 มีนาคม 2555

- - - - - - - - - - - -

แผ่นดินไหวครั้งสำคัญที่ประเทศญี่ปุ่น ในรอบ 200 ปี

  • 11 มีนาคม 2011
    แผ่นดินไหว Touhoku Chihou Taiheiyou Oki หรือเรียกว่า Higashi Nihon Daishinsai ความรุนแรง M8.4 ซึ่งสูงที่สุดในบันทึกประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น มีจุดศูนย์กลางในทะเล Sanriku ทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ห่างจากจังหวัด Miyagi ประมาณ 130 กิโลเมตร เกิดคลื่นยักษ์ซึนามิสูง 8-9 เมตร มีผู้เสียชีวิตและสูญหาย 19,057 คน

  • 17 มกราคม 1995
    แผ่นดินไหว Hyougoken Nanbu หรือเรียกว่า Hanshin Awaji Daishinsai หรือ Hanshin Daishinsai ความรุนแรง M7.3 จุดศูนย์กลางที่ในทะเลที่ช่องแคบ Akashi ทางตอนเหนือของเกาะ Awaji และตอนใต้ของจังหวัด Hyougo ทางภาคตะวันตะวันตกของญี่ปุ่น มีผู้เสียชีวิต 6,437 คน

  • 28 มิถุนายน 1948
    แผ่นดินไหว Fukui ความรุนแรง M7.1 จุดศูนย์กลางที่จังหวัด Fukui ทางภาคตะวันตกตอนกลางของญี่ปุ่น มีผู้เสียชีวิต 3,769 คน

  • 21 ธันวาคม 1946
    แผ่นดินไหว Shouwa Nankai ความรุนแรง M8.0 จุดศูนย์กลางในทะเลตะวันออกตอนใต้ บริเวณแหลม Kii ใกล้กับเกาะ Shikoku และจังหวัด Wakayama เกิดคลื่นยักษ์ซึนามิ มีผู้เสียชีวิตและสูญหาย 1,443 คน นับเป็นการเกิดแผ่นดินไหวที่มีผู้เสียชีวิตเกินกว่า 1,000 คน ถึง 4 ปีติดต่อกัน

  • 13 มกราคม 1945
    แผ่นดินไหว Mikawa ความรุนแรง M6.8 จุดศูนย์กลางในอ่าว Mikawa ใกล้กับจังหวัด Aichi ทางภาคตะวันออกตอนล่างของญี่ปุ่น เกิดคลื่นยักษ์ซึนามิ มีผู้เสียชีวิตและสูญหาย 2,306 คน

  • 7 ธันวาคม 1944
    แผ่นดินไหว Tounankai ความรุนแรง M8.0 จุดศูนย์กลางในอ่าว Kuma no nada ใกล้กับจังหวัด Mie และ Wakayama ทางภาคตะวันออกตอนล่างของญี่ปุ่น เกิดคลื่นยักษ์ซึนามิ มีผู้เสียชีวิตและสูญหาย 1,223 คน

  • 10 กันยายน 1943
    เกิดแผ่นดินไหว Tottori ความรุนแรง M7.2 จุดศูนย์กลางที่จังหวัด Tottori ทางภาคตะวันตกของญี่ปุ่น มีผู้เสียชีวิต 1,083 คน

  • 3 มีนาคม 1933
    แผ่นดินไหว Showa Sanriku ความรุนแรง M8.1 จุดศูนย์กลางในทะเล Sanriku ทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ห่างจากจังหวัด Iwate ประมาณ 200 กิโลเมตร เกิดคลื่นยักษ์ซึนามิ มีผู้เสียชีวิตและสูญหาย 3,064 คน

  • 7 มีนาคม 1927
    แผ่นดินไหว Kita Tango ความรุนแรง M7.3 จุดศูนย์กลางที่แหลม Tango ทางตอนเหนือของเมืองเกียวโต มีผู้เสียชีวิต 2,925 คน

  • 1 กันยายน 1923
    แผ่นดินไหว Taisho Kantou หรือ Kantou Daijishin ความรุนแรง M7.9 จุดศูนย์กลางที่เมือง Odawara ในจังหวัด Kanagawa ติดกับทางตอนใต้ของกรุงโตเกียว มีผู้เสียชีวิตและหายสาบสูญ 105,385 คน และบ้านเรือนพังพินาศกว่า 370,000 หลังคาเรือน ถือเป็นภัยพิบัติครั้งร้ายแรงที่สุดในบันทึกประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

  • 15 มิถุนายน 1896
    แผ่นดินไหว Meiji Sanriku ความรุนแรง M8.2-8.5 จุดศูนย์กลางในทะเล Sanriku ทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ห่างจากจังหวัด Iwate ประมาณ 200 กิโลเมตร เกิดคลื่นยักษ์ซึนามิสูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 38.2 เมตร มีผู้เสียชีวิตและสูญหาย 21,959 คน

  • 11 พฤศจิกายน 1855
    แผ่นดินไหว Ansei Edo ความรุนแรง M7.0-7.1 จุดศูนย์กลางทางตอนเหนือของอ่าวโตเกียว ใกล้กับกรุงโตเกียว ซึ่งเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่น และมีพื้นที่บางส่วนเป็นดินอ่อนเนื่องจากการถมทะเลเพื่อขยายอาณาบริเวณ จึงทำให้ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง มีผู้เสียชีวิต 4,700 - 11,000 คน และบ้านเรือนพังพินาศกว่า 10,000 หลังคาเรือน

  • 23 ธันวาคม 1854 และ 24 ธันวาคม 1854
    เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ติดต่อกัน 2 วัน คือ แผ่นดินไหว Ansei Tokai ความรุนแรง M8.4 จุดศูนย์กลางที่ทะเล Nankaidou ทางภาคตะวันออกตอนกลางของญี่ปุ่น ใกล้กับจังหวัด Mie จังหวัด Aichi และ Shizuoka
    และแผ่นดินไหว Ansei Nankai ความรุนแรง M8.3 จุดศูนย์กลางที่ทะเล Nankaidou ทางภาคตะวันออกตอนใต้ของญี่ปุ่น ใกล้กับเกาะ Shikoku และจังหวัด Wakayama ทำให้เกิดคลื่นยักษ์ซึนามิสูง 11 เมตร
    แผ่นดินไหวใหญ่ทั้ง 2 ครั้งติดกันนี้ มีผู้เสียชีวิตและสูญหาย 3,000-6,000 คน หรืออาจสูงถึง 30,000 คน

  • 8 พฤษภาคม 1847
    แผ่นดินไหว Zenkouji ความรุนแรง M7.4 จุดศูนย์กลางบนที่ราบ Zenkouji จังหวัด Nagano ทางฝั่งตะวันตกของกลางของญี่ปุ่น ผู้เสียชีวิต 10,000 - 13,000 คน

  • 18 ธันวาคม 1828
    แผ่นดินไหว Sanjou ความรุนแรง M6.9 จุดศูนย์กลางที่เมือง Sanjou จังหวัด Niigata ทางฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ผู้เสียชีวิต 1,680 คน


--------------------

เรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยตนเอง
website    facebook    youtube    E-mail

Copyright © J-Campus.com