สาระน่ารู้
การให้ช็อกโกแลตในวันวาเลนไทน์ของญี่ปุ่น


สาระน่ารู้ และเรื่องดีๆ
>เสียงขุ่นนาสิก : か° き° く° け° こ° สุโก้ย หรือ สุโง่ย
>การบ้านกอด
>ซื้อ? ไม่ซื้อ?
>สัญญา 18 ข้อ ในการใช้ iPhone ระหว่างแม่กับลูกชาย
>25 เรื่องที่เสียใจในยามเสียชีวิต
>การใช้คำว่า ~ている และ ~てある
>ไม่เปิดพจนานุกรม ก็อ่านคันจิได้นะครับ
>มารยาทในการใช้บันไดเลื่อนของชาวญี่ปุ่นที่กำลังเปลี่ยนไป
>วิธีออกเสียง za, ji, zu, ze, zo
>ทำไมคำช่วย は จึงออกเสียงว่า wa
>เด็กหญิงซาดาโกะ กับนกกระเรียนพันตัว
>25 ข้อของหญิงขี้เหร่
>ทำไมคันจิของญี่ปุ่นจึงมีเสียง onyomi หลายเสียง
>55 เรื่องที่ชาวญี่ปุ่นอยากทำก่อนที่พ่อแม่จะเสียชีวิต
>サーカスの象 : ช้างละครสัตว์
>Yubi ori : การนับนิ้วของคนญี่ปุ่น
>วันที่ 6 เดือน 6 อายุ 6 ขวบ : วันแห่งการเรียนศิลปะวิชาการ
>Amida kuji การจับฉลากในสไตล์ของชาวญี่ปุ่น
>เหตุผล 7 ข้อ ที่ชาวต่างชาติคิดว่าภาษาญี่ปุ่นยาก
>เหตุผล 5 ข้อ ที่ชาวต่างชาติคิดว่าภาษาญี่ปุ่นง่าย
>การจับปลาด้วยนกกาน้ำ (鵜飼い : ukai)
>การกล่าวขอโทษด้วยคำว่า sumimasen และ gomennasai
>ธงปลาคาร์ฟ (Koi Nobori) และประเพณีในวันของเด็กผู้ชาย
>กฎหมายเมาแล้วขับ : แค่นั่งไปด้วยก็ติดคุก 3 ปี
>O hanami : เทศกาลชมดอกซากุระ
>มารยาทในการรับประทานอาหารญี่ปุ่น
>ปลาดุกยักษ์กับแผ่นดินไหว : ความเชื่อหรือความจริง
>"ตำนานลับ" ของเป็ดแมนดาริน
>Dango san kyoudai เพลงเด็กอนุบาลที่ขายดีกว่า AKB48 ถึง 2 เท่า
>การให้ช็อกโกแลตในวันวาเลนไทน์ของญี่ปุ่น
>วิธีออกเสียงในภาษาญี่ปุ่นให้ถูกต้อง [กระทู้แนะนำ]
>การทำงานร่วมกับคนญี่ปุ่นอย่างมีประสิทธิภาพ
>กว่าจะมาเป็นเนื้อวัวที่แพงที่สุดในโลก
>"แมลง" กับความเชื่อของคนญี่ปุ่น
>ชาวญี่ปุ่นเขาทำอะไรในวันขึ้นปีใหม่




ที่มาของธรรมเนียมการให้ช็อคโกแลตในวันวาเลนไทน์ของญี่ปุ่น
โดย Webmaster : อ่าน 25093 ครั้ง


การให้ช็อคโกแลตในวันวาเลนไทน์ เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่น โดยบริษัท Morozoff ที่เมืองโกเบ ได้ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ฉบับภาษาอังกฤษ ชื่อ Japan Adviser เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พศ. 2479 เพื่อเชิญชวนให้มอบช็อคโกแล็ตแก่กันและกันในวันวาเลนไทน์

ซึ่งเข้าใจว่า การโฆษณานี้เป็นการโฆษณาแก่ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในแถบเมืองโกเบเป็นหลัก เนื่องจากในขณะนั้น ธรรมเนียมการมอบดอกไม้แก่คู่รักในวันวาเลนไทน์ แทบจะยังไม่เป็นที่รู้จักของชาวญี่ปุ่นเลย

แต่สำหรับการเริ่มรณรงค์ให้ชาวญี่ปุ่นรู้จักวันวาเลนไทน์นั้น น่าจะกล่าวได้ว่า เริ่มขึ้นใน พศ. 2501

คือ ในเดือนมกราคม พศ. 2501 ผู้จัดการฝ่ายขาย ของบริษัท Mary Chocolate ที่กรุงโตเกียว ซึ่งต่อมาได้กลายเป็น president ของบริษัท ได้รับ Postcard ฉบับหนึ่งจากเพื่อนที่กรุงปารีส จึงได้ทราบว่า ที่ยุโรปมีประเพณีการมอบดอกไม้ การ์ด หรือช็อคโกแลต ต่อกันและกันระหว่างคู่รักในวันวาเลนไทน์

บริษัท Mary จึงเกิดไอเดียที่จะนำประเพณีนี้มาเผยแพร่ในญี่ปุ่น โดยเลือกเฉพาะการมอบช็อคโกแลต ซึ่งเป็นสินค้าในธุรกิจของบริษัทโดยตรง

บริษัท Mary ได้ทำแคมเปญจน์ส่งเสริมการขาย ในเดือนกุมภาพันธ์ของปีเดียวกัน โดยวางจำหน่ายช็อคโกแลตในช่วงวันวาเลนไทน์ ที่ห้างสรรพสินค้า Isetan ซึ่งเป็นห้างที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในกรุงโตเกียว เป็นเวลา 3 วัน

แต่ปรากฏว่าสามารถจำหน่ายช็อคโกแลตแบบแผ่น ได้เพียง 3 ชิ้น ชิ้นละ 50 เยน และจำหน่ายการ์ด ได้ 1 ใบ ใบละ 20 เยน รวมยอดขายใน 3 วัน เป็นเงินเพียง 170 เยนเท่านั้น

ในปีถัดไป บริษัท Mary ยังคงพยายามทำแคมเปญจน์นี้อีก โดยทำช็อคโกแลตเป็นรูปหัวใจ และสลักชื่อของผู้ให้และผู้รับลงในช็อคโกแลต พร้อมกับใช้ข้อความเชิญชวนว่า "เป็นโอกาสเพียงครั้งเดียวในรอบ 1 ปี ที่ผู้หญิงจะมีโอกาสเป็นฝ่ายแสดงความในใจให้กับชายที่ตนรัก" ซึ่งแตกต่างไปจากประเพณีเดิมที่เป็นการมอบให้ซึ่งกันและกันระหว่างคู่รัก

เหตุผลที่บริษัทพยายามชี้ชวนให้ผู้หญิงเป็นฝ่ายมอบช็อคโกแลตให้กับคนที่ตนรัก เนื่องจากคนที่เข้าไปจับจ่ายซื้อของในห้างสรรพสินค้า ส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้หญิง และในช่วงเวลานั้น ก็เป็นช่วงที่ผู้หญิงเริ่มจะออกมามีบทบาทในสังคมมากขึ้น บริษัทจึงเล็งกลุ่มเป้าหมายไปยังกลุ่มผู้หญิง

แต่การทำแคมเปญจน์นี้ ก็แทบจะไม่ได้รับความนิยมเช่นเคย

ขณะเดียวกัน ในปี พศ. 2499 บริษัท Morinaga ผู้ผลิตขนมหวานรายใหญ่ของญี่ปุ่น ก็ทราบเรื่องเกี่ยวกับประเพณีวันวาเลนไทน์ของชาวยุโรป จากนิตยสารอังกฤษฉบับหนึ่ง

บริษัท Morinaga จึงได้เริ่มทำการสำรวจตลาดในปี พศ. 2502 และพบว่าชาวญี่ปุ่นที่ทราบเรื่องวันวาเลนไทน์ มีอยู่เพียง 3% เท่านั้น

ดังนั้น ในต้นปี พศ. 2503 บริษัท Morinaga จึงได้จัดแคมเปญจน์ ชื่อ "Valentine Gift Campaign" และลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์และนิตยสารทั่วประเทศพร้อมกันในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ เพื่อเชิญชวนให้ชาวญี่ปุ่นมอบช็อคโกแลต เป็นของขวัญแก่คนที่ตนรักในวันวาเลนไทน์

และในปีถัดมา บริษัทก็ได้จัดแคมเปญจน์แจกรางวัล ชื่อว่า "Morinaga Chocolate Valentine Gift" เพื่อมอบของรางวัลให้กับผู้ที่ร่วมชิงโชค โดยในปี พศ. 2504 มีผู้ส่งจดหมายร่วมชิงรางวัล 2 แสนคน และเพิ่มเป็นในปี 4.2 แสนคน ในปี พศ. 2505 ทำให้วันวาเลนไทน์เริ่มเป็นที่รู้จัก แต่ยังคงไม่ถึงกับขั้นที่เรียกว่าแพร่หลายมากนัก

ประมาณ 10 ปี ต่อมา สมาคมผู้ประกอบการช็อคโกแลตและโกโก้ของญี่ปุ่น ได้กำหนดให้วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็น "วันช็อคโกแลต" และบริษัทที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ได้รวมตัวกันประโคมข่าวเกี่ยวกับการมอบช็อคโกแลตในวันวาเลนไทน์

จนกระทั่งประมาณปี พศ. 2518 ธรรมเนียมการมอบช็อคโกแลตในวันวาเลนไทน์ จึงได้เริ่มซึมทราบเป็นส่วนหนึ่งในการดำรงชีวิตของชาวญี่ปุ่นมาจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบัน การให้ช็อคโกแลตในวันวาเลนไทน์ ได้แตกแขนงออกไปหลายรูปแบบ ได้แก่
  • 本命チョコ (Honmei choko)
    สำหรับให้ชายในดวงใจตัวจริง

  • 義理チョコ (Giri choko)
    สำหรับให้ตามมารยาท เช่น ให้กับหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงาน หรือเพื่อนที่โรงเรียน เพื่อแสดงความขอบคุณในสิ่งต่างๆ
    การให้ Giri choko ควรสื่อสารให้ชัดเจนไม่ว่าจะด้วยทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม ให้ผู้รับทราบว่า นั่นเป็นช็อคโกแลต "ชิ้นมารยาท" มิฉะนั้น อาจเกิดปัญหาเนื่องจากความเข้าใจผิดตามมาภายหลังมากมาย

  • 世話チョコ (sewa choko)
    สำหรับให้กับบุคคลที่มีพระคุณ

  • ファミチョコ (Fami choko)
    สำหรับให้กับพ่อ พี่ชาย น้องชาย หรือญาติที่เป็นผู้ชาย

  • 友チョコ (Tomo choko)
    สำหรับให้กันในระหว่างเพื่อนผ้หญิงด้วยกันเอง หรือบางครั้งจะเรียกว่า レズチョコ (rezu choko) ซึ่งเป็นคำล้อ ตรงข้ามกับ Homo choko

  • ご褒美チョコ (Go houbi choko)
    สำหรับให้กับตนเอง เพื่อเป็นรางวัลหรือเพื่อให้กำลังใจกับตนเอง

  • 逆チョコ (Gyaku choko)
    เป็นกรณีที่ฝ่ายชายจะเป็นฝ่ายให้กับฝ่ายหญิงในวันวาเลนไทน์

  • ホモチョコ (Homo choko)
    สำหรับผู้ชายให้กันเอง

ตามประเพณีของญี่ปุ่น เมื่อมีการได้รับของขวัญ ย่อมต้องมีการให้สิ่งตอบแทนกลับไป

จึงเป็นธรรมดาที่กลุ่มผู้ประกอบการลูกอมลูกกวาดและขนมหวานต่างๆ ย่อมหาโอกาสที่จะสร้างธรรมเนียมให้ผู้ชายที่ได้รับช็อกโกแลตในวันวาเลนไทน์ จะต้องให้สิ่งตอบแทนแก่ผู้หญิงกลับไปด้วยเช่นกัน

และแน่นอนว่า ย่อมต้องไม่ใช่การมอบสิ่งตอบแทนในช่วงเวลาเดียวกัน มิฉะนั้น จะกลายเป็นการรับจากฝ่ายหนึ่ง แล้วเอาไปมอบให้อีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ยอดขายของผู้ประกอบการไม่เพิ่มขึ้น

ดังนั้น สมาคมผู้ประกอบการเหล่านี้ จึงได้กำหนดให้วันที่ 14 มีนาคม คือ 1 เดือนถัดจากวันวาเลนไทน์ ของทุกปี เป็นวัน White Day (หรือวัน Candy Day) คือเป็นวันที่ผู้ชายจะต้องมอบสิ่งตอบแทนกลับไปให้กับผู้หญิง

ในยุคฟองสบู่เฟื่องฟูสุดขีด ถึงกับมีการกำหนดกันเลยว่า จะต้องตอบแทนกลับไปเป็นมูลค่า 3 เท่าของสิ่งที่ได้รับ เล่นเอาผู้ชายแทบกระเป๋าฉีกไปตามๆกัน

แต่สมัยนี้ การให้ของตอบแทน จะให้ในระดับที่มีราคาสูงกว่าสิ่งที่ได้รับมาเล็กน้อยก็พอ

ธรรมเนียมการที่ผู้หญิงจะเป็นฝ่ายให้ช็อกโกแลตแก่ชายที่ตนรักในวันวาเลนไทน์ และธรรมเนียมการที่ผู้ชายจะให้สิ่งตอบแทนกลับในวัน White Day ตามสไตล์ญี่ปุ่นนี้ ปัจจุบันได้แพร่หลายไปในประเทศเกาหลีใต้ และไต้หวัน อย่างกว้างขวาง ตลอดจนในประเทศจีนบางส่วนด้วย

และสำหรับประเทศไทย อันเปรียบประหนึ่งสถานที่หลอมรวมประเพณีและวัฒนธรรมจากทั่วโลก ก็ย่อมจะไม่รอดพ้นจากธรรมเนียมดังกล่าวนี้ด้วยเช่นเดียวกัน

ที่มา :
http://www.morozoff.co.jp/company_ir/history_index.html
http://www.mary.co.jp/about/index.html
http://www.morinaga.co.jp/recipe/sp/sp_02/tale.html

--------------------

เรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยตนเอง
website    facebook    youtube    E-mail

Copyright © J-Campus.com